พอเทศกาลแห่งความสุขเวียนมาบรรจบ คุณครูหลายท่านอาจจะต้องแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะลำพังแค่ตรวจงาน ประชุม และต้องคอยรับมือกับเด็กๆ 25 คนที่กินขนมจนน้ำตาลพุ่งพล่านและพร้อมจะเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสนามรบฤดูหนาว การเพิ่มหัวข้อ "ประเพณีคริสต์มาสรอบโลก" เข้าไปในแผนการสอนก็ดูเหมือนจะเป็นภาระที่หนักอึ้งเข้าไปอีก
แต่รู้ไหมว่า การพาเด็กๆ ไปสำรวจประเพณีคริสต์มาสจากนานาประเทศ สามารถจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น เฉลิมฉลองความแตกต่างหลากหลาย และเปิดโลกทัศน์ให้นักเรียนได้เห็นวัฒนธรรมที่กว้างไกลไปกว่าแค่เรื่องรอบตัว แถมมันยังอาจจะเป็นเรื่องสนุกเกินคาดทั้งสำหรับครูและนักเรียนอีกด้วย
1. ซานต้าไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือเสมอไป: ผู้มอบของขวัญจากทั่วโลก
คิดว่าซานตาคลอสเป็นเรื่องสากลเหรอ? ไม่เสมอไปนะ ในเนเธอร์แลนด์ Sinterklaas (ซินเตอร์คลาส) จะนั่งเรือไอน้ำมาตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน และเด็กๆ จะวางรองเท้าทิ้งไว้เพื่อรอรับของขวัญชิ้นเล็กๆ ส่วนในอิตาลีมี La Befana (ลา เบฟาน่า) แม่มดใจดีที่จะขี่ไม้กวาดเอาของขวัญมาให้ในวัน Epiphany
หรือวันที่ 6 มกราคม และในบางพื้นที่ของเยอรมนี Christkind (คริสต์คินด์) หรือทูตสวรรค์ตัวน้อยจะเป็นคนนำของขวัญมาให้
การเปรียบเทียบผู้ส่งมอบของขวัญเหล่านี้กับซานต้าที่เด็กๆ คุ้นเคย จะช่วยกระตุ้นบทสนทนาในห้องเรียนได้อย่างออกรส และรับรองเลยว่าต้องมีเด็กสักคนพูด
ขึ้นมาว่า "หนูอยากได้ไม้กวาดของแม่มดเบฟาน่าบ้างจัง!"
2. อาหาร... ของอร่อยที่ขาดไม่ได้
อาหารเป็นสื่อกลางชั้นเยี่ยมในการเชื่อมโยงนักเรียนเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ๆ ทั่วโลกมีการเฉลิมฉลองมื้อคริสต์มาสที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง ในญี่ปุ่น หลายครอบครัวนิยมกินไก่ทอด Kentucky Fried Chicken (KFC) ซึ่งกลายเป็นประเพณีไปแล้วจากแคมเปญการตลาดสุดอัจฉริยะในยุค 70
ข้ามไปที่เม็กซิโก ครอบครัวจะรวมตัวกันกินทามาเล่ (Tamales) และดื่มพั้นช์ผลไม้ร้อนๆ ส่วนในสวีเดน บุฟเฟต์ Julbord จะเต็มไปด้วยปลาเฮอริ่ง ลูกชิ้นสวีดิช และพุดดิ้งข้าว การเรียนรู้เรื่องอาหารเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงไปสู่บทเรียนวิชาอื่นๆ ได้ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ผ่านการนับจำนวนทามาเล่
3. เทศกาลและแสงไฟ: การแสดงแสงสีที่น่าตื่นตา
งานฉลองคริสต์มาสมักมาคู่กับการประดับไฟสวยงาม ในเวเนซุเอลา ชาวเมืองมีประเพณีใส่รองเท้าสเกตไปเข้าโบสถ์ตอนเช้ามืด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้นักเรียนตื่นเต้นเสมอ ส่วนที่ฟิลิปปินส์มีเทศกาลโคมไฟยักษ์ (Giant Lantern Festival) ที่เมืองซานเฟอร์นันโด ซึ่งจะสว่างไสวไปด้วยโคมไฟที่ประดิษฐ์อย่างวิจิตรบรรจง
ในนอร์เวย์ ผู้คนจะจุดเทียนและประดับหน้าต่างให้สว่างไสวในช่วงสัปดาห์ที่มืดมิดที่สุดของฤดูหนาว การแชร์เรื่องราวเหล่านี้ในห้องเรียนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดโปรเจกต์ศิลปะ การฝึกเล่าเรื่อง หรือแม้แต่บทเรียนวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสงและสี
4. แปลกแต่จริง: ธรรมเนียมสุดพิสดารที่เด็กๆ ต้องชอบ
ประเพณีบางอย่างก็แปลกแหวกแนวพอที่จะดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้อยู่หมัด ในแคว้นคาตาลูญญา ประเทศสเปน มีท่อนซุงที่เรียกว่า Caga Tió (แปลตรงตัวว่า "ท่อนซุงอึ") ซึ่งจะ "มอบ" ของขวัญให้หลังจากโดนเด็กๆ เอาไม้ตี ส่วนในยูเครน ต้นคริสต์มาสจะถูกประดับตกแต่งด้วยแมงมุมและใยแมงมุม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
การเล่าเรื่องธรรมเนียมเหล่านี้จะจุดประกายทั้งความสงสัย เสียงหัวเราะ และบทสนทนาเกี่ยวกับสัญลักษณ์ ความเชื่อ และแนวคิดที่ว่าสิ่งที่ดูปกติในวัฒนธรรมหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องแปลกในอีกวัฒนธรรมหนึ่งก็ได้
5. บทเรียนที่ไปไกลกว่าเทศกาล
การพูดคุยถึงประเพณีทั่วโลกเป็นอะไรที่มากกว่าแค่กิจกรรมตามฤดูกาล เพราะมันช่วยส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ความตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม
และทักษะการสื่อสาร นักเรียนจะเริ่มเปรียบเทียบ หาความต่าง และตั้งคำถามเกี่ยวกับประเพณีของครอบครัวตัวเองโดยธรรมชาติ
คุณครูสามารถสอดแทรกความรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษา และสังคมศึกษาไปพร้อมๆ กับการทำให้บรรยากาศในห้องเรียนครึกครื้น เพราะเมื่อนักเรียนรู้สึกสนุกและอยากรู้อยากเห็น พวกเขามักจะตั้งใจเรียนมากขึ้น ซึ่งช่วยให้การสอนราบรื่นขึ้นเยอะ
บทสรุป: มุมมองที่สมดุล
ไม่ใช่คุณครูทุกคนจะอยากเพิ่มบทเรียนเกี่ยวกับเทศกาลลงในตารางสอนที่แน่นเอี๊ยดอยู่แล้ว บางท่านอาจกังวลเรื่องความละเอียดอ่อนทางศาสนาหรือกลัวว่าเด็กๆ จะวอกแวก ซึ่งเป็นความกังวลที่มีเหตุผลและควรให้ความสำคัญ
แต่เมื่อเราปรับมุมมองให้เป็นการ "สำรวจวัฒนธรรม" แทนที่จะเป็นการ "เฉลิมฉลองความเชื่อทางศาสนา" บทเรียนเกี่ยวกับประเพณีคริสต์มาสจากทั่วโลกจะมีคุณค่าอย่างมหาศาล
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือในการสอนความเห็นอกเห็นใจ ความอยากรู้อยากเห็น และการเป็นพลเมืองโลก ทั้งยังมอบโอกาสในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกและน่าจดจำในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี
อยากได้แบบฝึกหัดฟรีนับพัน (ไม่มีสิ่งรบกวนเลย)?